รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ
อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
ความรับผิดชอบคือหน้าที่ที่ต้องทำทั้งในสิ่งที่ทำ และไม่ได้ทำ เป็นสิ่งที่ติดตัวมาโดยธรรมชาติ
เป็นการง่ายที่จะหลีกหนีความรับผิดชอบ แต่ยากที่จะหลักหนีผลพวงของความรับผิดชอบได้เลย
มี นศ ไม่จ่ายเงินคืน กยศ 2/3 ของคนที่กู้ (2.6 ล้านคน) ทั้งหมด และขณะนี้จะนำไปใส่ในข้อมูล credit beurua ซึ่งจะส่งผลต่อการรับสมัครเข้าทำงาน และการขอสินเชื่อ
Doing well by doing good
- version 1.0 มีการทำกิจกรรมปลูกป่า กิจกรรมอาสาขึ้นในหน่วยงาน
- version 2.0 การพัฒนากลยุทธ์ให้สอดคล้องต่อความรับผิดชอบต่อสังคม
- version 3.0 (Porter, Michale, 2011) creating shared value
พลเมือง - สมาชิกของสังคมที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม ได้แก่ มีวินัย เคารพในความแตกต่าง เสียสละ ร่วมรับผิดช่อบต่อสังคม มนุษย์สมัยใหม่ (Homo sapiens) เกิดขึ้นเมื่อ 150,000-200,000 ปีที่ผ่านมา เติบโตขึ้นด้วยระบบของการพึ่งพาสมาชิกคนอื่นในสังคม ผ่านกระบวนการคัดเลือกทางธรรมชาติ (natural selection) จึงทำให้ทุกคนที่เติบโตขึ้นมาได้รับการคัดเลือกจากคนที่ดีที่สุดจากธรรมชาติแล้ว ประคับประคองชีวิตซึ่งกันและกัน ทำให้เราทุกคนมีหนี้โดยธรรมาชติทั้งที่เรารู้ตัวและไม่รู้ตัว ทั้งนี้เพราะเราต่างเบียดเบียนกันและกันโดยไม่รู้ตัว เป็นหนี้ที่เราสร้างขึ้นมาเพื่อการดำรงชีวิตของเรา เราต่างต้องใช้ผลประโยชน์จากผู้อื่นโดบที่เราไม่ตั้งใจ
สำหรับนักศึกษามหาวิทยาลัย ซึ่งได้รับประโยชน์จากสังคม เพราะสังคมต้องจัดสรรงบประมาณซึ่งมีต้นทุนทางเศรษฐกิจเพื่อสนับสนุนทางการศึกษาในระดับอุดมศึกษา เป็นต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity cost) ของงบประมาณเพื่อลงทุนทางการศึกษาในระดับอุดมศึกษาสำหรับคนจำนวนหนึ่งที่เข้าเรียนในระดับอุดมศึกษา งบประมาณที่สังคมจัดสรรให้มิเพียงงบประมาณที่เห็นเป็นจำนวนเงินไเ้แก่ งบประมาณของมหาวิทยาลัย เงินทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา เท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงต้นทุนแฝงอื่นๆ ที่สังคมจัดสรรเพื่อการอุดมศึกษาอีกด้วย
Lawrence Kohlberg (1927-1987) ได้แบ่งระดับของการพัฒนาคุณธรรม (stage of moral development theory) ออกเป็นระดับ
- ทำดีเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกลงโทษ
- ทำดีเพื่อให้ได้รับรางวัล
- ทำดีเพื่อให้ได้รับการยอมรับ
- ทำดีเพื่อมิให้ผิดกฎเกณฑ์
- ทำดีเพื่อการอยู่ร่วมกันในสังคม
- ทำดีเพราะคิดว่าเป็นสิ่งที่สมควรและถูกต้อง
พลเมืองจึงควรทำความดีเพราะคิดว่าเป็นสิ่งที่สมควรและถูกต้อง (ระดับที่ ๖) เพื่อให้เกิดความรับผิดชอบต่อสังคม
มหาวิทยาลัย (มห-วิทย-อาลัย= แหล่งแห่งความรู้อันยิ่งใหญ่) ซึ่งเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมจากคริสตจักรโรมันคาทอริกจัดการเรียนการสอนเพื่อการสั่งสอนคนในยุโรป และเติบโตขึ้นจากสมัยกรูเทนเบิร์ก (คศ.1400) ที่มีเทคโนโลยีการพิมพ์เกิดขึ้น ทำให้ต้นทุนในการผลิตหนังสือถูกขึ้น และความรู้ได้ถูกเผยแพร่อย่างแพร่หลาย สำหรับในประเทศไทย เทคโนโลยีการพิมพ์ได้เข้ามาในสมัยปี คศ.1800 โดยมิชชันนารี (หมอบรัดเลย์) ที่เข้ามาเผยแพร่คริสตศาสนาในประเทศไทย ความรู้ที่สั่งสอนในมหาวิทยาลัยเป็นความรู้ที่เกิดจากการเรียนการสอนโดยอาจารย์ในมหาวิทยาลัย หน้าที่ของมหาวิทยาลัย มี ๔ ประการ คือ
- การสอน
- การวิจัย เพื่อสร้างความรู้ใหม่ อันจะทำให้อาจารย์สามารถสอนได้ด้วยความเชื่อมั่นจากการค้นคว้าของอาจารย์เอง มิใช่การสินจากความรู้ของคนอื่น ความรู้อะไรก็ตามที่มาจากการบอกเล่าของคนอื่น (Parroting) ก็จะไม่น่าเชื่อถือ ขาดความเชื่อมโยงกับบริบทที่แท้จริงในสังคม
- การบริการวิชาการแก่สังคม
- การทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม (อันดีงาม)
ศ.ดร.สิปปนนท์ เกตุทัต กล่าวว่ามหาวิทยาลัยไม่ได้มีเพียง ๔ หน้าที่เท่านั้น แต่ยังมี ๓ บทบาท ได้แก่
๑.ตอบสนองต่อความต้องการของสังคม
๒.ชี้นำสังคม คือผลิตสาขาที่ไม่ได้ตอบสนองความต้องการของสังคมสนขณะนั้น หากแต่จินตนาการว่าอนาคตสังคมต้องการอะไร และผลิตในสาขาที่สังคมจะต้องการในอนาคต เช่น หากประเทศไทยมีวิสัยทัศน์อย่างดี เราจะพบว่าระบบรางของประเทศจะได้รับการพัฒนาอย่างมาก จนสามารถใช้ประโยชน์อย่างดีในปัจจุบัน ในขณะนี้ประเทศไทยยังไม่มีวิศวกรระบบรางเลยแม้เพียงคนเดียว
๓.เตือนสติสังคมหากเห็นว่าจะมีปัจจัยในที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสังคม
ดังนั้นมหาวิทยาลัยจึงมีความรับผิดชอบต่อสังคม เพราะมหาวิทยาลัยเป็นรายจ่ายของภาครัฐที่เกิดจากการแย่งชิงวัตถุดิบ นักเรียนต้องเสียเวลากว่า ๔ ปีเพื่อรับการศึกษาในระดับอุดมศึกษาแทนที่จะไปประกอบอาชีพได้ทันทีภายหลังจากสำเร็จการศึกษาขั้นพื้นฐาน มหาวิทยาลัยจึงเป็น "หนี้ของสังคม" ที่เกิดจากการใช้ทรัพยากรต่างๆ เพื่ออุดหนุนมหาวิทยาลัย เป็นค่าเสียโอกาสของสังคม (Opportunity cost) มหาวิทยาลัยจึงต้องพัฒนาผู้ที่อยู่ในระบบอุดมศึกษามีคุณค่าขึ้นนอกเหนือจากวิทยฐานะจากปริญญาบัตร มิฉะนั้นมหาวิทยาลัยจะเป็นผู้ทำลายมนุษย์ และสังคม เพราะเป็นผู้ที่กักขังคนไว้ในระบบอุดมศึกษา
บัณฑิตที่เป็นพลเมืองในระดับที่ ๖ (ทำความดีเพราะคิดว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องและเหมาะสม)
มหาวิทยาลัยจึงต้องผลิตบัณฑิตให้ครอบคลุมทั้ง ๒ ด้าน คือ คันถธุระ (ความรู้) และวิปัสสนาธุระ (ปัญญา) มีบุคลลักษณะนิสัย (Character) คือ
- เป็นคนที่เข้มแข็งในการเอื้อให้เกิดสิ่งที่งดงาม
- เข้มแข็งในการรักษาจริยธรรม
- เป็นผู้ที่มีหลักการและความเชื่อที่มั่นคง
"วิสัยบัณฑิตผู้ ทรงธรรม์
ไป่เปลี่ยนไป่แปรผัน ไปค้อม
ไป่ขึ้นไป่ลงหัน กลับกลอก
กายจิตวาจาพร้อม เพรียบด้วย สัตยา"-ป๋วย อึ้งภากรณ์
Character is destiny
ทรัพยากรที่มหาวิทยาลัยได้รับมาจากสังคม ทำให้เกิดบทบาทภาระหน้าที่ที่มหาวิทยาลัยต้องตอบแทนแก่สังคมด้วยการผลิตบัณฑิตที่มีคุณค่าแก่สังคม อันแสดงออกถึงความรับผิดชอบต่อสังคมของมหาวิทยาลัย
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น